
แต่ในความเป็นจริง “การขนส่งสินค้า” เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน ก๊าซ หรือพลังงานไฟฟ้า ดังนั้น หากธุรกิจของคุณมี รถขนส่งสินค้าเป็นของตัวเอง ใช้บริษัทขนส่งภายนอก หรือมี Subcontractor จำนวนมาก เรื่องก๊าซเรือนกระจก Carbon Footprint และ Green Logistics คือเรื่องที่ควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “กฎหมายโลกร้อนจะมีผลเมื่อไร?” แต่คือ “หากต้องรายงานข้อมูลการปล่อยจากการขนส่ง ธุรกิจของเรามีข้อมูลพร้อมแค่ไหน?”
ประเทศไทยกำลังผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เพื่อเป็นกฎหมายหลักในการขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมยังเผยแพร่เอกสารดังกล่าวในสถานะ “ร่างพระราชบัญญัติ” และมีการผลักดันกลไกหลายด้าน เช่น การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกราคาคาร์บอน ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ETS ตลอดจนมาตรการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับผู้ประกอบการจึงควรติดตามรายละเอียดของกฎหมายและกฎรองอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงื่อนไข ผู้มีหน้าที่รายงาน วิธีคำนวณ และขอบเขตการบังคับใช้สามารถถูกกำหนดเพิ่มเติมในขั้นตอนต่อไป
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมมีคู่มือการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกสำหรับ ภาคพลังงานและขนส่ง โดยเฉพาะ สะท้อนว่าข้อมูลจากภาคขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบข้อมูลด้านก๊าซเรือนกระจกที่ต้องบริหารอย่างจริงจัง
ดังนั้น ข้อมูล Transportation ที่หลายองค์กรใช้เพียงเพื่อควบคุมต้นทุน อาจกำลังกลายเป็นข้อมูลสำคัญของการบริหาร Carbon Footprint ด้วย
1. รถบริษัทเองเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง หากองค์กรมีรถขนส่งเป็นของตัวเอง สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือข้อมูลการใช้เชื้อเพลิงและกิจกรรมของรถ ตัวอย่างเช่น รถ 10 คันอาจใช้น้ำมันรวมเท่ากัน แต่รถแต่ละคันอาจมีประสิทธิภาพไม่เหมือนกัน บางคัน:
หากองค์กรมีเพียง “ยอดค่าน้ำมันรวมประจำเดือน” จะไม่สามารถตอบได้ง่ายว่าการปล่อยเกิดจากกิจกรรมใด และควรแก้ไขที่จุดใด นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจควรเริ่มมองข้อมูลในระดับ Vehicle + Trip + Distance + Fuel + Load
2. ใช้รถรับเหมา ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องคาร์บอนไม่เกี่ยวกับเรา อีกความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ “เราไม่มีรถเอง เราจ้างบริษัทขนส่งทั้งหมด เพราะฉะนั้น Carbon ไม่เกี่ยวกับเรา” ในมุมการจัดทำ Carbon Footprint การปล่อยทางอ้อมจากห่วงโซ่คุณค่าสามารถเป็นประเด็นสำคัญได้ โดยข้อมูลขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกระบุถึง การปล่อยทางอ้อมจากการขนส่งและกระจายสินค้าต้นน้ำ ในบริบทของ Scope 3 ด้วย ดังนั้น หากโรงงานหรือบริษัทใช้ผู้รับเหมาขนส่งหลายสิบราย คำถามสำคัญคือ
ข้อมูลรถของ Subcontractor กลับมาที่บริษัทครบหรือไม่?
องค์กรควรรู้ว่า
เพราะในอนาคต การบริหาร Supplier อาจไม่ได้วัดเพียง “ราคาและ SLA” แต่มีเรื่องข้อมูลสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
3. รถเที่ยวเปล่า คือทั้งต้นทุนและคาร์บอนที่ไม่สร้างรายได้
ลองนึกภาพรถบรรทุกหนึ่งคันส่งสินค้าไปต่างจังหวัด 300 กิโลเมตร ขาไปมีสินค้าเต็มคัน แต่ขากลับ 300 กิโลเมตรไม่มีสินค้า ในมุม Operation อาจเรียกว่า Empty Run หรือ Empty Mile ปัญหาคือ รถยังคงใช้พลังงาน ค่าแรง เวลา และทรัพยากรในการวิ่งกลับ ดังนั้น การลด Empty Run ไม่ได้ช่วยเพียงเรื่องต้นทุน แต่ยังเป็นหนึ่งในโอกาสของการลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นี่ทำให้คำว่า Green Logistics ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการเปลี่ยนจากรถน้ำมันเป็นรถ EV แต่ต้องรวมถึงการทำให้ รถทุกกิโลเมตรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
4. รถออกไม่เต็มคัน ก็เป็นอีกจุดที่ต้องจับตา สมมติรถบรรทุกสามารถรับสินค้าได้ 3 ตัน แต่ทุกวันรถออกจากคลังด้วยสินค้าเพียง 1.5 ตัน หากคำสั่งซื้อบางส่วนสามารถรวมเที่ยวกันได้ ธุรกิจอาจลดจำนวนเที่ยวรถลงได้ นี่คือแนวคิดของ Load Utilization
องค์กรควรเริ่มวิเคราะห์ว่า
เมื่อเพิ่ม Utilization ได้ จำนวนรถ จำนวนเที่ยว ระยะทาง และต้นทุนก็อาจลดลงตามไปด้วย
5. Route Planning เริ่มเกี่ยวข้องกับ Green Logistics มากขึ้น การวางแผนเส้นทางแบบเดิมมักอาศัยประสบการณ์ของ Planner พนักงานอาจรู้ว่า
“ลูกค้ารายนี้ควรไปก่อน” “โซนนี้ให้รถคันนี้วิ่ง” “ลูกค้ากลุ่มนี้รวมกันได้” วิธีนี้อาจทำงานได้เมื่อมีคำสั่งซื้อไม่มาก แต่เมื่อมี 50, 100 หรือหลายร้อยจุดส่งต่อวัน ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หากวางแผนไม่เหมาะสม อาจเกิด
ดังนั้น AI Route Optimization สามารถมีบทบาทในการช่วยจัดกลุ่มจุดส่ง จัดลำดับเส้นทาง และเลือกทรัพยากรให้เหมาะกับข้อจำกัดของงาน
เป้าหมายจึงไม่ใช่แค่ “ส่งให้ครบ” แต่คือ “ส่งให้ครบด้วยจำนวนรถ ระยะทาง เวลา และทรัพยากรที่เหมาะสมกว่าเดิม”
6. GPS อย่างเดียวอาจไม่พอสำหรับ Carbon Data GPS เป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับตอบคำถามว่า “รถอยู่ตรงไหน?” แต่การบริหาร Green Logistics ต้องการข้อมูลมากกว่านั้น เช่น
GPS → รถอยู่ที่ไหน วิ่งเส้นทางอะไร ความเร็วเท่าไร
Transportation Management System → รถกำลังส่ง Order ไหน
→ ขนสินค้าเท่าไร
→ ลูกค้าคือใคร
→ รถอะไรเป็นผู้รับงาน
→ ผู้รับเหมาเจ้าไหน
→ ระยะทางต่อเที่ยวเท่าไร
→ ต้นทุนเท่าไร
→ เที่ยวสำเร็จหรือไม่
เมื่อข้อมูลสองด้านเชื่อมโยงกัน องค์กรจะได้ Activity Data ที่มีบริบทมากกว่าแค่ตำแหน่งของรถ
7. Carbon Footprint ต้องเริ่มจากข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนหลังได้
หนึ่งในความท้าทายของหลายองค์กรคือ ข้อมูล Logistics อยู่หลายแห่ง เช่น
ERP → Order
Excel → แผนรถ
LINE → การสั่งงานคนขับ
GPS → ตำแหน่ง
กระดาษ → POD
ฝ่ายบัญชี → ค่าใช้จ่าย
บริษัทขนส่ง → ข้อมูลรถ
เมื่อถึงเวลาต้องนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จะต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายฝ่ายและอาจใช้เวลามาก ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่องค์กร “ไม่มีข้อมูล” แต่อยู่ที่ ข้อมูลไม่เชื่อมกัน
ระบบบริหารขนส่งจึงมีบทบาทในการสร้าง Single Source of Transportation Data เพื่อให้องค์กรสามารถวิเคราะห์และตรวจสอบย้อนหลังได้ง่ายขึ้น
MoveMax ช่วยเตรียมธุรกิจขนส่งเข้าสู่ Green Logistics อย่างไร?
MoveMax เป็นระบบบริหารงานขนส่งที่ช่วยเชื่อมกระบวนการวางแผน จัดรถ สั่งงาน ติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลเข้าด้วยกัน แนวคิดสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน
MEASURE — เริ่มจากวัดข้อมูลให้ได้
ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
MANAGE — ทำข้อมูลให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่ารถจะเป็น Own Fleet หรือ Subcontractor ควรมีโครงสร้างข้อมูลที่สามารถนำกลับมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ เมื่อข้อมูลอยู่ในมาตรฐานเดียว ผู้บริหารสามารถมองภาพรวมของ Transportation Network ได้ชัดขึ้น
REDUCE — ลดสิ่งที่ไม่จำเป็น MoveMax AI Planning สามารถช่วยวางแผนการจัดรถและเส้นทางตามข้อจำกัดที่กำหนด เช่น
เป้าหมายคือเพิ่มประสิทธิภาพของแผนขนส่งและลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เช่น ลดเที่ยว → ลดระยะทาง → ลดเชื้อเพลิง → ลดต้นทุน → ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิด Carbon แต่ผลลัพธ์จริงควรวัดจากข้อมูลก่อนและหลังการปรับแผนของแต่ละองค์กร
REPORT — เปลี่ยนข้อมูลเป็นการตัดสินใจ เมื่อ Transportation Data อยู่ในระบบ ธุรกิจสามารถนำไปสร้าง KPI เช่น
จากนั้น Activity Data ที่เหมาะสมจึงสามารถนำไปเชื่อมกับ Emission Factor และหลักเกณฑ์การคำนวณที่องค์กรใช้ เพื่อวิเคราะห์ CO₂e และ Carbon Footprint ต่อไป
7 ข้อมูลที่ธุรกิจมีรถขนส่งควรเริ่มเก็บตั้งแต่วันนี้
ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน ให้เริ่มจากข้อมูล 7 กลุ่มนี้
1.ประเภทรถและทะเบียนรถ
2.ประเภทและปริมาณเชื้อเพลิง
3.ระยะทางต่อเที่ยว
4. จำนวนเที่ยว
5. น้ำหนักหรือปริมาณสินค้า
6.ระยะทางเที่ยวเปล่า
7. ข้อมูลรถบริษัทและผู้รับเหมาขนส่ง
ธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้ระบบสมบูรณ์ 100% แล้วจึงเริ่ม สิ่งสำคัญกว่าคือ เริ่มสร้าง Historical Data ตั้งแต่วันนี้ เพราะข้อมูลที่ไม่เคยถูกเก็บไว้ ไม่สามารถสร้างย้อนหลังอย่างน่าเชื่อถือได้ง่าย ๆ
Green Logistics ไม่ใช่ต้นทุนเพิ่มเสมอไปหลายคนมองว่า ESG หรือ Carbon Management หมายถึงธุรกิจต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
แต่ในงาน Transportation หลายมาตรการลด Carbon สามารถสอดคล้องกับการลดต้นทุนได้ ตัวอย่างเช่น
ลดระยะทาง → ลดน้ำมัน
→ ลดค่าซ่อมบำรุง
→ ลดเวลา
→ ลดการใช้พลังงาน
เพิ่ม Load Utilization → ใช้รถคุ้มขึ้น
→ ลดจำนวนเที่ยว
→ ลด Cost per Unit
ลด Empty Run → ลดระยะทางที่ไม่สร้างรายได้
→ เพิ่ม Productivity ของรถ
ดังนั้น Green Logistics ที่ดีไม่ควรเป็นโครงการของฝ่าย ESG เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเป็นโครงการร่วมกันระหว่าง Logistics + Operations + Fleet + Finance + ESG + IT
วันนี้ธุรกิจของคุณตอบ 7 คำถามนี้ได้หรือยัง? ลองเช็กง่าย ๆ
1.รถทั้งหมดวิ่งเดือนละกี่กิโลเมตร?
2.รถคันไหนใช้น้ำมันมากที่สุดเมื่อเทียบกับงานที่ทำ?
3.มี Empty Run กี่เปอร์เซ็นต์?
4.รถเฉลี่ยบรรทุกกี่เปอร์เซ็นต์ของ Capacity?
5.รถบริษัทและรถรับเหมามีประสิทธิภาพต่างกันแค่ไหน?
6.Transport Cost ต่อเที่ยวและต่อกิโลเมตรเท่าไร?
7.หากต้องนำข้อมูลไปวิเคราะห์ Carbon Footprint วันนี้ สามารถดึงข้อมูลออกมาได้ทันทีหรือไม่?
ถ้าหลายข้อยังตอบไม่ได้ ปัญหาอาจไม่ใช่เรื่อง Carbon ก่อน แต่เป็นเรื่อง Transportation Data Management และนั่นคือเรื่องที่ควรเริ่มแก้ตั้งแต่วันนี้
เตรียมข้อมูลวันนี้ เพื่อพร้อมสำหรับ Logistics ในโลกคาร์บอนต่ำ กฎหมายด้าน Climate Change เป็นเพียงหนึ่งในแรงผลักดัน สิ่งที่ธุรกิจต้องเผชิญในอนาคตยังรวมถึงข้อกำหนดจากลูกค้า Supply Chain ต่างประเทศ ESG Procurement รวมถึงเป้าหมาย Net Zero ของบริษัทขนาดใหญ่
ธุรกิจที่สามารถตอบได้ว่า “สินค้าของเราขนส่งอย่างไร ใช้ทรัพยากรเท่าไร และเราลดการใช้ทรัพยากรลงได้อย่างไร” จะมีความพร้อมมากกว่าธุรกิจที่เริ่มรวบรวมข้อมูลเมื่อถูกขอ MoveMax ช่วยเปลี่ยนการขนส่งจากงาน Operation รายวัน ให้กลายเป็นข้อมูลที่วัด วิเคราะห์ และนำไปต่อยอดสู่ Green Logistics ได้
เริ่มต้นจาก Measure → Manage → Reduce → Report เพราะอนาคตของ Logistics ไม่ได้แข่งขันกันแค่ “ใครส่งได้เร็วกว่า” แต่กำลังแข่งขันกันว่า
“ใครส่งได้มีประสิทธิภาพกว่า ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า และพิสูจน์ได้ด้วยข้อมูล
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
📞 โทร: 095-526-5898 | 095-798-9568
📲 Line: @movemax
🌐 Website: www.movemax.me
ติดต่อผ่าน Line : @movemax
Updated ©2025 MoveMax All Rights Reserved Created By Handywings Company ( Thailand ) Term of Service | Privacy & Policy