ธุรกิจไม่มีรถเอง ยังต้องสนใจ Scope 3 หรือไม่     ทำไมข้อมูลรถรับเหมาและ 3PL จึงสำคัญต่อ Green Logistics และ Carbon Footprint

 

               ไม่มีรถเอง ไม่ได้แปลว่าไม่มีเรื่อง Carbon จากการขนส่ง

                        หลายบริษัทไม่ได้มีรถขนส่งเป็นของตัวเอง แต่เลือกใช้ผู้รับเหมาขนส่ง บริษัท 3PL หรือ Subcontractor เพื่อรับสินค้า ส่งสินค้า และกระจายสินค้าระหว่างคลัง โรงงาน และลูกค้า วิธีนี้ช่วยลดภาระการลงทุน Fleet แต่ไม่ได้ทำให้ “การปล่อยจากการขนส่ง” หายไปจากห่วงโซ่คุณค่า

                       ภายใต้แนวคิดการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก Scope 3 หมายถึงการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ที่เกิดจากกิจกรรมขององค์กร แต่เกิดขึ้นจากแหล่งที่องค์กรอื่นเป็นเจ้าของหรือควบคุม ขณะที่ GHG Protocol ระบุว่าบริการขนส่งและกระจายสินค้าที่ซื้อจากบุคคลภายนอกสามารถอยู่ใน Scope 3 ได้ โดยการจัดหมวดขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกรรมและขอบเขตการรายงาน

                    ดังนั้นคำถามที่ควรถามไม่ใช่เพียง “รถเป็นของใคร?” แต่คือ “การขนส่งนี้เกิดขึ้นเพราะกิจกรรมของเราอย่างไร ใครเป็นผู้ซื้อบริการ และเรามีข้อมูลเพียงพอที่จะวัดหรือไม่?”

Scope 1 กับ Scope 3 ต่างกันอย่างไรในมุมรถขนส่ง?

สถานการณ์

โดยทั่วไปมองใน Scope ใด

ตัวอย่างข้อมูลที่ควรเก็บ

รถที่องค์กรเป็นเจ้าของ/ควบคุมและใช้เชื้อเพลิงเอง

Scope 1 (Direct Emissions)

ทะเบียน/ประเภทรถ, เชื้อเพลิง, ปริมาณเชื้อเพลิง, ระยะทาง, เที่ยวงาน

บริษัทซื้อบริการขนส่งจาก 3PL หรือผู้รับเหมา

Scope 3 ตามขอบเขตและหมวดที่เกี่ยวข้อง

Carrier, ประเภทรถ, ระยะทาง, น้ำหนักสินค้า, Fuel data ถ้ามี, จำนวนเที่ยว

การขนส่งสินค้าที่ขายแล้ว ซึ่งลูกค้าหรือบุคคลอื่นเป็นผู้จัดซื้อบริการขนส่ง

อาจเข้าหมวด Downstream Transportation & Distribution ตามหลักเกณฑ์

ปลายทาง, ระยะทาง, รูปแบบการขนส่ง, น้ำหนักสินค้า, ผู้รับผิดชอบค่าขนส่ง

            หมายเหตุ: การจัด Scope/Category ควรยึดมาตรฐานที่องค์กรใช้ ขอบเขตการรายงาน และลักษณะสัญญาหรือผู้ซื้อบริการขนส่ง ไม่ควรสรุปจากคำว่า “รถเช่า” หรือ “รถรับเหมา” เพียงอย่างเดียว

ทำไม Scope 3 ของรถรับเหมาจึงสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ

1.ลูกค้าและคู่ค้าต้องการข้อมูลมากขึ้น

              เมื่อองค์กรขนาดใหญ่มีเป้าหมาย Net Zero หรือ ESG Procurement คู่ค้าใน Supply Chain อาจถูกขอข้อมูลด้านการปล่อยจากการขนส่งมากขึ้น หากข้อมูลอยู่กับผู้รับเหมาทั้งหมดและไม่มีมาตรฐานกลาง การรวบรวมย้อนหลังจะใช้เวลามากและตรวจสอบยาก

2.ต้นทุนกับคาร์บอนมักมาจาก Activity เดียวกัน

            ระยะทางที่มากเกินไป รถเที่ยวเปล่า การใช้รถไม่เต็ม Capacity และการส่งซ้ำ ไม่ได้เพิ่มเฉพาะ CO₂e แต่เพิ่มค่าน้ำมัน ค่าเที่ยว ค่าแรง และต้นทุนต่อหน่วยด้วย การจัดการ Scope 3 จึงสามารถเชื่อมกับ Cost Optimization ได้โดยตรง

3.Outsource Operation แต่ไม่ควร Outsource Data Ownership

          องค์กรอาจไม่ต้องเป็นเจ้าของรถ แต่ควรเป็นเจ้าของข้อมูลที่จำเป็นต่อการบริหาร เช่น Trip ID, Carrier, Vehicle Type, Actual Distance, Load, Delivery Status และหลักฐานการส่ง เพราะข้อมูลเหล่านี้ใช้ทั้งในการควบคุม SLA ต้นทุน และการต่อยอดด้าน Carbon

Scope 3 Category 4 และ Category 9 เกี่ยวข้องกับ Logistics อย่างไร

         ตาม GHG Protocol การขนส่งโดยบุคคลภายนอกสามารถปรากฏในหลายหมวด โดยสองหมวดที่ธุรกิจ Logistics มักต้องทำความเข้าใจคือ:

  • Category 4 – Upstream Transportation and Distribution: รวมบริการขนส่ง/กระจายสินค้าที่องค์กรซื้อจากบุคคลภายนอก เช่น inbound logistics และบริการขนส่งบางประเภทที่องค์กรเป็นผู้ซื้อบริการ แม้จะเป็น outbound logistics ก็ตาม
  • Category 9 – Downstream Transportation and Distribution: เกี่ยวกับการขนส่งและกระจายสินค้าที่ขายแล้วในส่วนที่เกิดหลังจากสินค้าออกจากการควบคุมขององค์กร และไม่ได้เป็นบริการที่องค์กรซื้อไว้ใน Category 4 ตามหลักเกณฑ์ของ GHG Protocol

          ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคำว่า “รถรับเหมา” ไม่ได้บอก Category โดยอัตโนมัติ ต้องดูว่าใครซื้อบริการ ขนอะไร อยู่ช่วงใดของ Value Chain และขอบเขตบัญชีขององค์กรเป็นอย่างไร

ถ้าไม่มีรถเอง ควรขอข้อมูลอะไรจาก Transport Partner

1.Carrier / Subcontractor

ชื่อผู้ให้บริการและรหัสผู้รับเหมาที่ผูกกับเที่ยวงาน

2.Vehicle Type

ประเภทรถ ขนาดรถ และชนิดพลังงาน/เชื้อเพลิง

3.Actual Distance

ระยะทางจริงของเที่ยวงาน ไม่ใช่เพียงระยะทางประมาณการ

4.Shipment Weight / Volume

น้ำหนัก ปริมาตร จำนวนพาเลท หรือหน่วยบรรทุกที่สัมพันธ์กับเที่ยว

5.Fuel Consumption (ถ้ามี)

ปริมาณเชื้อเพลิงจริงช่วยให้การคำนวณแม่นยำกว่าวิธีอิงระยะทางในหลายกรณี

6.Empty Run / Backhaul

ระยะทางรถเปล่าหรือการเดินทางกลับโดยไม่มีสินค้า ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ

7.Trip & Delivery Status

วันเวลา ต้นทาง ปลายทาง จุดส่ง ผลการส่ง และเหตุผิดปกติ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้

GHG Protocol แนะนำวิธีคำนวณจากข้อมูลขนส่งอย่างไร?

            สำหรับการขนส่ง GHG Protocol มีแนวทางหลักหลายแบบ เช่น Fuel-based method และ Distance-based method โดย Fuel-based method เหมาะเมื่อสามารถขอข้อมูลการใช้เชื้อเพลิงจากผู้ให้บริการขนส่งได้ เพราะปริมาณเชื้อเพลิงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการปล่อย CO₂ มากกว่า ส่วนกรณีไม่มีข้อมูลเชื้อเพลิงสามารถใช้ระยะทางร่วมกับชนิดรถ น้ำหนักสินค้า หรือข้อมูลอื่นตามวิธีที่เลือก

MoveMax ช่วยตรงไหน หากรถทั้งหมดเป็นรถรับเหมา?

             บทบาทที่เหมาะสมของ MoveMax ไม่ใช่การกล่าวว่า “ใช้ระบบแล้ว Scope 3 ถูกต้องโดยอัตโนมัติ” แต่คือการทำให้ Transportation Activity Data ถูกสร้างและจัดเก็บอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทาง

MEASURE — รวบรวมข้อมูลเที่ยวขนส่ง

            เชื่อม Order, Carrier, Vehicle, Driver, Trip, Distance และ Delivery Status เพื่อให้แต่ละเที่ยวมีข้อมูลอ้างอิง

MANAGE — ใช้มาตรฐานข้อมูลเดียวกัน

            แม้มีผู้รับเหมาหลายราย องค์กรสามารถกำหนดรูปแบบข้อมูลกลางแทนการรับ Excel คนละฟอร์แมตจากแต่ละ Carrier

REDUCE — มองหาโอกาสลด Activity ที่ไม่จำเป็น

           ใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เส้นทางซ้ำซ้อน เที่ยวเปล่า Load Utilization และจำนวนเที่ยว ซึ่งเป็นจุดที่ช่วยได้ทั้งต้นทุนและการลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิด Carbon

REPORT — เตรียม Activity Data สำหรับวิเคราะห์ต่อ

          ดึงข้อมูลระยะทาง เที่ยวงาน รถ และ Carrier ไปใช้ร่วมกับ Emission Factor และหลักเกณฑ์ Carbon Footprint ที่องค์กรเลือกใช้

5 KPI ที่ควรเริ่มดู แม้ไม่มีรถเอง

KPI

ใช้ตอบคำถาม

ประโยชน์

Distance / Trip

แต่ละเที่ยววิ่งไกลแค่ไหน

หาเส้นทางหรือพื้นที่ที่ผิดปกติ

Load Utilization

รถใช้ Capacity คุ้มแค่ไหน

ลดเที่ยวที่บรรทุกต่ำ

Empty Run %

มีระยะทางไม่สร้างรายได้เท่าไร

ลดต้นทุนและการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น

CO₂e / Shipment หรือ / Trip

การปล่อยสัมพันธ์กับงานอย่างไร

สร้าง Baseline และติดตามแนวโน้ม

Carrier Performance

ผู้รับเหมารายใดมีประสิทธิภาพกว่า

ใช้ข้อมูลประกอบ Procurement และ SLA

Checklist: ถ้าไม่มีรถเอง ธุรกิจของคุณพร้อมเรื่อง Scope 3 แค่ไหน?

  • ☐ รู้ว่าแต่ละ Shipment ใช้ Carrier รายใดหรือไม่?
  • ☐ มีข้อมูลประเภทรถและชนิดเชื้อเพลิงของผู้รับเหมาหรือไม่?
  • ☐ ดึง Actual Distance ราย Trip ได้หรือไม่?
  • ☐ มีน้ำหนัก/ปริมาตรสินค้าผูกกับ Trip หรือไม่?
  • ☐ รู้ Empty Run หรือ Backhaul ของผู้รับเหมาหรือไม่?
  • ☐ ข้อมูลของ Carrier หลายรายอยู่ใน Format เดียวกันหรือไม่?
  • ☐ สามารถดึงข้อมูลย้อนหลังเพื่อคำนวณ Carbon Footprint ได้โดยไม่ต้องตามไฟล์จากหลายฝ่ายหรือไม่?

          หากตอบ “ยังไม่มี” หลายข้อ จุดเริ่มต้นอาจไม่ใช่การรีบคำนวณ CO₂e แต่คือการสร้าง Transportation Data Foundation ให้พร้อมก่อน

สรุป: รถไม่ใช่ของคุณ แต่ข้อมูลการขนส่งควรอยู่กับคุณ

           การ Outsource รถช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่นและลดการลงทุน Fleet แต่ไม่ได้ทำให้ผลกระทบจาก Transportation หายไปจาก Value Chain     สำหรับธุรกิจที่ต้องการเตรียมพร้อมด้าน ESG, Carbon Footprint หรือ Scope 3 สิ่งสำคัญคือทำให้ข้อมูลของ Transport Partner วัดได้ เปรียบเทียบได้ และตรวจสอบย้อนหลังได้    เมื่อข้อมูลพร้อม องค์กรจะไม่ได้ประโยชน์เฉพาะเรื่อง Carbon แต่ยังสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันเพื่อลดต้นทุน ควบคุม SLA ประเมิน Carrier และพัฒนา Green Logistics ได้อย่างเป็นรูปธรรม

                 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

📞 โทร: 095-526-5898 | 095-798-9568

📲 Line: @movemax

🌐 Website: www.movemax.me

                       

เรามุ่งสร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางเลือกใหม่ให้กับภาคธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อให้ตอบสนองความต้องการและเป้าประสงค์ที่แท้จริงของผู้ใช้งานและสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย

ติดต่อเรา

: www.movemax.me

ติดต่อผ่าน Line : @movemax

ฝากข้อมูลให้ฝ่ายขายติดต่อกลับ

Updated ©2025  MoveMax All Rights Reserved Created By Handywings Company ( Thailand )   Term of Service Privacy &  Policy

Demo / Consult