
“รถวิ่ง แต่ไม่มีสินค้า” = ต้นทุนที่ยังเกิดขึ้น แต่รายได้ไม่เกิดตาม |
รถเที่ยวเปล่า คืออะไร และทำไมต้องวัดให้จริงจัง
รถเที่ยวเปล่า หรือ Empty Run / Empty Mile คือ ช่วงการเดินรถที่ไม่มีสินค้า หรือไม่ได้ใช้ Capacity ของรถเพื่อสร้างรายได้ตามวัตถุประสงค์ของเที่ยวขนส่ง เช่น รถส่งสินค้าเสร็จแล้ววิ่งกลับคลังโดยไม่มีโหลดกลับ รถต้องวิ่งไปรับสินค้าจากอีกจุดหนึ่งแบบไม่มีสินค้า หรือรถถูกจัดเส้นทางให้เคลื่อนที่ระหว่างงานโดยไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่ม หลายองค์กรเห็น Empty Run เป็นเพียง “ค่าน้ำมันขากลับ” แต่ผลกระทบจริงกว้างกว่านั้น เพราะทุกกิโลเมตรที่รถยังวิ่งอยู่ยังมีค่าแรงคนขับ ค่าทางด่วน ค่าซ่อมบำรุง ยาง ค่าเสื่อมราคา เวลา และการใช้ทรัพยากรเกิดขึ้น รวมถึงการใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานที่สามารถเชื่อมโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ดังนั้น Empty Run จึงควรถูกมองเป็น KPI ด้าน Productivity ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่ายย่อยของ Fleet
1 กิโลเมตรที่ไม่มีสินค้า เสียอะไรบ้าง
ต้นทุนที่เกิดขึ้น | ผลกระทบ |
ค่าน้ำมันและพลังงาน | รถยังต้องใช้เชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า แม้ไม่มีสินค้าอยู่บนรถ |
เวลา | คนขับและรถถูกใช้ไปกับระยะทางที่ไม่สร้างงานส่งมอบเพิ่ม |
ค่าแรงและต้นทุนรถ | ค่าแรง OT ค่าเสื่อม ยาง และค่าบำรุงรักษายังเกิดขึ้น |
โอกาสสร้างรายได้ | รถที่อยู่บนถนนโดยไม่มีโหลดไม่สามารถรับงานอื่นในช่วงเวลาเดียวกัน |
Carbon Emission | หากยังมีการใช้พลังงาน การปล่อยที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถก็ยังเกิดขึ้น |
อย่าวัดแค่จำนวนเที่ยว – ต้องวัด Empty Run เป็นระยะทาง
การบอกว่า “วันนี้มีรถกลับเปล่า 5 เที่ยว” ยังไม่เพียงพอ เพราะเที่ยวละ 10 กิโลเมตรกับเที่ยวละ 250 กิโลเมตรให้ผลกระทบต่างกันมาก องค์กรจึงควรเก็บข้อมูลระดับ Trip เพื่อวิเคราะห์ทั้งจำนวนเที่ยวและระยะทางจริง
ตัวชี้วัด | แผน A | แผน B |
ระยะทางรวม | 300 km | 300 km |
ระยะทางมีสินค้า | 180 km | 250 km |
ระยะทางเที่ยวเปล่า | 120 km | 50 km |
ข้อสังเกต: ระยะทางรวมเท่ากันไม่ได้แปลว่าประสิทธิภาพเท่ากัน แผนที่มี Loaded Distance สูงกว่าจะใช้ระยะทางเพื่อสร้างมูลค่าได้มากกว่า
5 สาเหตุที่ทำให้รถเที่ยวเปล่าสูง
วางแผนเที่ยวแบบแยกคำสั่งซื้อ แต่ละ Order ถูกจัดรถโดยไม่ได้มองโอกาสรวมโหลดหรือเชื่อมเที่ยว
ไม่มีข้อมูลขากลับ ทีมวางแผนรู้เฉพาะงานส่งออกจากคลัง แต่ไม่เห็น Demand ที่สามารถรับต่อได้
ข้อมูลรถบริษัทและรถรับเหมาแยกกัน มอง Fleet Capacity รวมไม่ได้ ทำให้เกิดรถว่างในระบบ
เลือกประเภทรถไม่เหมาะกับงาน รถใหญ่เกินไปหรือข้อจำกัดไม่ตรงกับพื้นที่ ทำให้จับคู่งานต่อได้ยาก
จัดเส้นทางจากประสบการณ์อย่างเดียว เมื่อจุดส่งเพิ่ม ความซับซ้อนทำให้มนุษย์มองการจับคู่เส้นทางทั้งหมดได้ยาก
ลด Empty Run ต้องเริ่มจากการมองทั้ง Network ไม่ใช่รถคันเดียว
แนวคิดสำคัญคืออย่าวิเคราะห์เพียงว่า “รถคันนี้กลับเปล่าหรือไม่” แต่ควรมองว่างานทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกันสามารถจับคู่กันได้หรือไม่ รถที่ส่งงาน A เสร็จสามารถไปรับงาน B ต่อได้หรือไม่ หรือมีคำสั่งซื้อในพื้นที่ใกล้กันที่ควรรวมไว้ใน Route เดียวกันหรือไม่ การบริหารลักษณะนี้ต้องอาศัยข้อมูล Order, พิกัด, Vehicle Capacity, Time Window, Service Time, น้ำหนัก/ปริมาตรสินค้า และข้อจำกัดของรถ เพื่อให้แผนที่ได้ไม่เพียงสั้น แต่สามารถปฏิบัติได้จริง
แนวทางลดรถเที่ยวเปล่าแบบเป็นระบบ
1. สร้าง Baseline | รู้ก่อนว่า Empty Run วันนี้อยู่ที่เท่าไร แยกตามรถ เส้นทาง ลูกค้า และ Carrier |
2. จัดกลุ่มงานตามพื้นที่และเวลา | หาโอกาสรวมจุดส่งและต่อเที่ยวโดยไม่ทำให้ SLA เสีย |
3. เพิ่ม Load Utilization | ลดการปล่อยรถที่ Capacity ต่ำ หากสามารถ Consolidate ได้ |
4. วางแผน Backhaul / Next Load | หางานรับกลับหรืองานต่อเนื่องใกล้จุดส่งสุดท้าย |
5. เปรียบเทียบ Plan vs Actual | ติดตามว่ารถวิ่งจริงตามแผนหรือเกิด Empty Run เพิ่มจากหน้างาน |
6. ปรับแผนจากข้อมูลจริง | ใช้ Historical Data หา Pattern และแก้เส้นทางที่เกิดปัญหาซ้ำ |
MoveMax: เปลี่ยนการวางแผนจาก “เที่ยวต่อเที่ยว” เป็นภาพรวมของงานขนส่ง
จากข้อมูลผลิตภัณฑ์ MoveMax ระบบมีโครงสร้างสำหรับรวบรวมคำสั่งขนส่ง วางแผนรถและคนขับ วางแผนเส้นทางผ่าน AI บริหารรถองค์กรและรถภายนอก ติดตามสถานะการขนส่งผ่าน Mobile และวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน Dashboard ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถมองข้อมูลการวางแผนและผลการเดินรถในภาพเดียวกัน
MoveMax | บทบาทต่อการลด Empty Run |
AI Planning | ช่วยจัดกลุ่มจุดส่งและวางเส้นทางตามข้อจำกัดของงาน เพื่อหาแผนที่ใช้รถและระยะทางได้เหมาะสมขึ้น |
Operations App | รวม Order, Trip, Vehicle และการจัดรถให้อยู่ในกระบวนการเดียว |
Driver App | เชื่อมสถานะงานจริงกลับเข้าสู่ระบบ เพื่อเปรียบเทียบ Plan กับ Actual |
Data Analytics | ติดตาม Distance, Trip, Cost, Vehicle Performance และ KPI ที่เกี่ยวข้อง |
Subcontractor Management | ช่วยให้ข้อมูลรถภายนอกอยู่ในภาพรวมการวางแผนเดียวกับรถบริษัท |
Empty Run เชื่อมกับ Green Logistics อย่างไร
Green Logistics ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนรถเป็น EV เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้ทรัพยากรเดิมให้มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย หากองค์กรสามารถลดระยะทางที่รถวิ่งโดยไม่มีสินค้าได้จริง ปริมาณเชื้อเพลิงหรือพลังงานที่ใช้กับกิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่าก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม หากองค์กรต้องการสรุปผลเป็น CO₂e อย่างเป็นทางการ ควรนำข้อมูลกิจกรรม เช่น ระยะทาง เชื้อเพลิง ประเภทรถ และปริมาณการใช้พลังงาน ไปใช้ร่วมกับ Emission Factor และวิธีคำนวณตามมาตรฐานที่องค์กรเลือกใช้
Checklist: ธุรกิจของคุณรู้ Empty Run จริงหรือยัง
รถเที่ยวเปล่าไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำมัน แต่คือปัญหา Productivity
เมื่อมองในมุมธุรกิจ รถเที่ยวเปล่าคือทรัพยากรที่ถูกใช้โดยไม่ได้สร้างรายได้เต็มศักยภาพ ยิ่ง Fleet ใหญ่ จำนวนเที่ยวมาก และพื้นที่ให้บริการกว้าง ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ก็ยิ่งขยายตามจำนวนกิโลเมตร องค์กรจึงควรเปลี่ยนคำถามจาก “เดือนนี้ค่าน้ำมันเท่าไร?” เป็น “ในค่าน้ำมันทั้งหมด มีเท่าไรที่เกิดจากระยะทางไม่สร้างรายได้?” เพราะคำถามหลังนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้มากกว่า
ลด Empty Run = ใช้รถคุ้มขึ้น + ลดต้นทุน + ลดระยะทางที่ไม่สร้างรายได้ |
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
📞 โทร: 095-526-5898 | 095-798-9568
📲 Line: @movemax
🌐 Website: www.movemax.me
ติดต่อผ่าน Line : @movemax
Updated ©2025 MoveMax All Rights Reserved Created By Handywings Company ( Thailand ) Term of Service | Privacy & Policy