
ประเทศไทยกำลังผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “พ.ร.บ.โลกร้อน” เพื่อสร้างกลไกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับธุรกิจขนส่งสินค้า โรงงาน ศูนย์กระจายสินค้า ผู้ผลิต Distributor รวมถึงองค์กรที่มีรถขนส่งสินค้าเป็นของตัวเอง สิ่งที่ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้จึงไม่ใช่เพียงการถามว่า “กฎหมายจะเริ่มบังคับใช้เมื่อไร?” แต่ควรถามว่า “ถ้าวันหนึ่งองค์กรต้องแสดงข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่ง เรามีข้อมูลพร้อมหรือยัง?” ข้อมูลจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมี 205 มาตรา 14 หมวด และกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมีทั้งกลไกด้านการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อผลกระทบ และการเงินด้านภูมิอากาศ
การขนส่งเป็นกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง รถขนส่งแต่ละคันมีทั้งระยะทางการวิ่ง การใช้เชื้อเพลิง น้ำหนักสินค้า จำนวนเที่ยว และรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนั้น ทุกเที่ยวขนส่งจึงไม่ได้สร้างเพียง “ต้นทุนค่าขนส่ง” แต่ยังมี ข้อมูลกิจกรรมที่สามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในอนาคต ความสามารถในการตอบคำถามเหล่านี้อาจมีความสำคัญมากขึ้น เช่น
หากข้อมูลเหล่านี้ยังกระจัดกระจายอยู่ใน Excel กระดาษ GPS หลายระบบ หรืออยู่กับพนักงานแต่ละคน การนำข้อมูลมาวิเคราะห์ย้อนหลังจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อปริมาณงานเพิ่มขึ้น Carbon Footprint ของธุรกิจขนส่ง เริ่มต้นจาก “ข้อมูล” หลายองค์กรพูดถึง Net Zero, ESG หรือ Carbon Footprint แต่จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดคือ Activity Data หรือข้อมูลกิจกรรมจริง สำหรับงานขนส่ง ข้อมูลที่ควรเริ่มจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ได้แก่
1. ข้อมูลรถขนส่ง ควรทราบว่ารถคันใดเป็นรถประเภทใด ใช้เชื้อเพลิงหรือพลังงานประเภทใด และถูกนำไปใช้ในงานประเภทไหน เพราะรถ 4 ล้อ รถ 6 ล้อ รถ 10 ล้อ หรือรถหัวลากมีรูปแบบการใช้พลังงานและความสามารถในการบรรทุกแตกต่างกัน
2. ระยะทางจริงของแต่ละเที่ยว ไม่ควรมีเพียงระยะทางตามแผน แต่ควรสามารถเปรียบเทียบกับระยะทางที่เกิดขึ้นจริง เพื่อดูว่ามีการวิ่งอ้อม เปลี่ยนเส้นทาง หรือเดินรถโดยไม่จำเป็นหรือไม่
3. จำนวนเที่ยวขนส่ง จำนวนเที่ยวคือหนึ่งในตัวแปรสำคัญของทั้งต้นทุนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากสามารถรวมงานจาก 10 เที่ยวให้เหลือ 8 เที่ยวได้โดยยังรักษาระดับการให้บริการ ก็อาจช่วยลดทั้งต้นทุนและกิจกรรมการใช้พลังงานไปพร้อมกัน
4. น้ำหนักและปริมาณสินค้า รถหนึ่งคันอาจบรรทุกเต็มประสิทธิภาพ หรืออาจวิ่งออกจากคลังด้วยพื้นที่ว่างจำนวนมาก
ดังนั้น การมองเพียงจำนวนรถไม่เพียงพอ แต่ควรดู Load Utilization หรืออัตราการใช้ความสามารถในการบรรทุก ประกอบด้วย
5. ปริมาณเชื้อเพลิง หากองค์กรสามารถเชื่อมโยงข้อมูลน้ำมันกับรถและเที่ยวขนส่งได้ จะทำให้การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้พลังงานมีความละเอียดมากขึ้น
6. รถเที่ยวเปล่า หรือ Empty Run รถที่วิ่งโดยไม่มีสินค้าไม่ได้สร้างรายได้ แต่ยังคงมีค่าน้ำมัน ค่าแรง ค่าสึกหรอ และการใช้พลังงานเกิดขึ้น
การลด Empty Run จึงเป็นหนึ่งในมาตรการที่สามารถช่วยทั้งเรื่อง Cost Efficiency และ Green Logistics
7. ข้อมูลรถผู้รับเหมา สำหรับธุรกิจที่ใช้ Subcontractor หรือ 3PL จำนวนมาก ข้อมูลเหล่านี้ไม่ควรอยู่กับผู้รับเหมาขนส่งเพียงฝ่ายเดียว
องค์กรควรกำหนดมาตรฐานข้อมูล เช่น ทะเบียนรถ ประเภทรถ งานที่รับผิดชอบ ระยะทาง และสถานะการขนส่ง เพื่อให้สามารถนำกลับมาวิเคราะห์ในภาพรวมของ Supply Chain ได้
หนึ่งในเรื่องที่ผู้ประกอบการควรเริ่มทำความเข้าใจคือ เครื่องมือด้านคาร์บอนไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว Carbon Footprint คือการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ หรือองค์กร Carbon Tax เป็นแนวคิดการกำหนดต้นทุนหรือภาษีโดยอิงกับการปล่อยคาร์บอนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ส่วน ETS หรือ Emissions Trading System เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการซื้อขายสิทธิตามกรอบที่กำหนด ร่างกฎหมายของไทยกำลังพัฒนากลไกที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดังนั้นองค์กรไม่ควรรอจนกฎเกณฑ์ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้วจึงเริ่มจัดข้อมูล แต่ควรเริ่มสร้าง Data Readiness ตั้งแต่วันนี้
เมื่อพูดถึง Green Logistics หลายคนมักนึกถึงรถ EV เป็นอันดับแรก รถพลังงานสะอาดเป็นหนึ่งในแนวทางที่สำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจต้องเปลี่ยนรถทั้ง Fleet ก่อนจึงจะเริ่มลดคาร์บอนได้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่สามารถเริ่มทำได้จากการบริหารงานขนส่ง เช่น
นี่คือจุดที่ Logistics Optimization และ Carbon Reduction สามารถเดินไปพร้อมกันได้
MoveMax เป็นระบบบริหารงานขนส่งที่เชื่อมโยงการวางแผน การจัดรถ การสั่งงาน การติดตาม และ Data Analytics เข้าด้วยกัน ผ่านองค์ประกอบอย่าง Operations App, Driver App, AI Planning และระบบวิเคราะห์ข้อมูล แนวทางสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนสำคัญ
เมื่อข้อมูลเกิดขึ้นในรูปแบบ Digital ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดปัญหาการตามข้อมูลย้อนหลังจากหลายแหล่ง
สิ่งนี้จะทำให้องค์กรมองเห็นภาพรวมของการปฏิบัติงานได้ง่ายกว่าเดิม
Reduce — ลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น AI Route Planning สามารถนำมาใช้ช่วยวางแผนการจัดรถและลำดับจุดส่งตามเงื่อนไขของงาน เพื่อค้นหาแผนขนส่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป้าหมายไม่ใช่เพียง “หาระยะทางที่สั้นที่สุด” แต่ต้องพิจารณาร่วมกับน้ำหนักสินค้า ความจุรถ เวลา และข้อจำกัดในการส่งสินค้า เมื่อสามารถลดระยะทางที่ไม่จำเป็น ลดจำนวนเที่ยว หรือเพิ่มประสิทธิภาพการบรรทุกได้ ก็มีโอกาสลดทั้งต้นทุนและกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยไปพร้อมกัน
และสามารถนำ Activity Data ที่เหมาะสมไปต่อยอดร่วมกับ Emission Factor และมาตรฐานการคำนวณขององค์กร เพื่อพัฒนาการวิเคราะห์ Carbon Footprint หรือ CO₂e ต่อไป MoveMax จึงไม่ได้ควรถูกมองว่าเป็นเพียงระบบติดตามรถ แต่เป็น Logistics Data Infrastructure ที่ช่วยให้องค์กรมีข้อมูลสำหรับการบริหารต้นทุน ประสิทธิภาพ และ Green Logistics ในระบบเดียว
5 สิ่งที่ธุรกิจควรเริ่มทำตั้งแต่วันนี้
หากองค์กรมีรถขนส่งสินค้า หรือซื้อบริการขนส่งจากผู้รับเหมาเป็นจำนวนมาก สามารถเริ่มเตรียมตัวได้โดยไม่ต้องรอให้กฎหมายมีผลบังคับใช้
1.ตรวจสอบว่ามีข้อมูลการขนส่งอะไรอยู่แล้ว รวบรวมข้อมูลจาก TMS, ERP, WMS, GPS, Excel, Fuel Card และผู้รับเหมา แล้วดูว่าข้อมูลส่วนใดยังขาด
2.กำหนด Data Owner กำหนดให้ชัดว่า Logistics, Fleet, Finance, ESG หรือ IT ฝ่ายใดเป็นเจ้าของข้อมูลแต่ละชุด
3.เริ่มเก็บข้อมูลระดับ Trip อย่ามีเพียงข้อมูลรวมรายเดือน เพราะการลงรายละเอียดถึงระดับเที่ยวช่วยให้ตรวจสอบสาเหตุและย้อนกลับไปยังต้นทางของข้อมูลได้
4. สร้าง Baseline เริ่มจากดูจำนวนรถ จำนวนเที่ยว ระยะทาง การใช้น้ำมัน Load Utilization และ Empty Run ในปัจจุบัน
เมื่อมี Baseline แล้วจึงตั้งเป้าหมาย เช่น ลดระยะทางรวม ลด Empty Run หรือเพิ่ม Utilizatio
5.เชื่อมเรื่อง Cost กับ Carbon วิธีที่ทำให้โครงการ Green Logistics เดินหน้าได้ง่ายขึ้น คือไม่มองคาร์บอนแยกออกจากธุรกิจ ระยะทางที่ลดลงอาจหมายถึงทั้งน้ำมันที่ลดลง ต้นทุนที่ลดลง และกิจกรรมที่สร้างการปล่อยลดลงในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่สร้างย้อนหลังได้ยากที่สุดไม่ใช่ Dashboard แต่คือ ข้อมูลกิจกรรมที่ไม่เคยถูกบันทึก หากอีก 1–2 ปีข้างหน้า ลูกค้ารายใหญ่ คู่ค้าต่างประเทศ ฝ่าย ESG หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องการข้อมูลย้อนหลัง การเริ่มต้นเก็บข้อมูลในวันนั้นอาจช้าเกินไป องค์กรจึงควรเริ่มสร้าง Digital Logistics Data ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมทั้งสำหรับ Carbon Footprint, ESG, Scope 3, Green Logistics และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
เริ่มเตรียมธุรกิจขนส่งของคุณให้พร้อมตั้งแต่วันนี้
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ พ.ร.บ.โลกร้อนและธุรกิจขนส่ง
พ.ร.บ.โลกร้อนมีผลบังคับใช้แล้วหรือยัง
ณ เดือนสิงหาคม 2569 ยังอยู่ในสถานะร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และอยู่ในกระบวนการพิจารณาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงควรติดตามประกาศและรายละเอียดจากหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจขนส่งควรเริ่มเก็บข้อมูลอะไร?
ควรเริ่มจากข้อมูลรถ ประเภทรถ เชื้อเพลิง ระยะทาง จำนวนเที่ยว น้ำหนักสินค้า Load Utilization รถเที่ยวเปล่า และข้อมูลผู้รับเหมาขนส่ง
ใช้ GPS อย่างเดียวเพียงพอหรือไม่?
GPS มีประโยชน์เรื่องตำแหน่งและระยะทาง แต่การวิเคราะห์ Green Logistics ต้องเชื่อมกับข้อมูลคำสั่งซื้อ รถ เที่ยวขนส่ง น้ำหนักสินค้า การใช้เชื้อเพลิง และข้อมูล Operation ด้วย
MoveMax คำนวณ Carbon Footprint ได้หรือไม่?
ข้อมูลจากระบบบริหารขนส่งสามารถใช้เป็น Activity Data เพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์ Carbon Footprint ได้ แต่การคำนวณอย่างเป็นทางการต้องใช้ Emission Factor ขอบเขต และมาตรฐานการคำนวณที่องค์กรเลือกใช้อย่างเหมาะสม
การลดระยะทางช่วยลดคาร์บอนได้หรือไม่?
โดยหลักการ การลดการเดินรถที่ไม่จำเป็นและลดการใช้เชื้อเพลิงย่อมช่วยลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อย ดังนั้น Route Optimization จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ Green Logistics
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
📞 โทร: 095-526-5898 | 095-798-9568
📲 Line: @movemax
🌐 Website: www.movemax.me
ติดต่อผ่าน Line : @movemax
Updated ©2025 MoveMax All Rights Reserved Created By Handywings Company ( Thailand ) Term of Service | Privacy & Policy